ดูบทความไข้หวัด

ไข้หวัด


ไข้หวัดคืออะไร
ไข้หวัด หรือ Common cold คือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ที่เยื่อบุโพรงจมูก ซึ่งอาจจะลุกลามไปสู่โพรงไซนัสบริเวณข้างโพรงจมูก หูชั้นกลางและหลอดลม

Rhinovirus: ตัวก่อการร้าย
ในปัจจุบันพบว่ามีไวรัสกว่า 100ชนิดที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดโดยตัวการสำคัญที่สุดคือ Rhinovirus ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดไข้หวัดถึง 50%ของผู้ป่วยไข้หวัดทั้งหมด 
เชื้อไวรัสเหล่านี้จะแบ่งจำนวนได้ก็ต่อเมื่ออยู่ใน cell เท่านั้น อีกทั้งยังเป็นเชื้อโรคที่ทำให้เกิดไข้หวัดเฉพาะกับคนหรือลิงชิมแปนซี หรือลิงที่มีลักษณะใกล้เคียงกับคนเท่านั้น ไม่ติดต่อในสัตว์ชนิดอื่น
นอกจากนี้แล้วเชื้อแบคทีเรียก็เป็นสาเหตุที่สำคัญของไข้หวัด ซึ่งอาจจะลุกลามลงไปทำให้เกิดเป็นคออักเสบ (acute pharyngitis) หรือ ทอนซิลอักเสบ (acute tonsillitis) ได้


่เชื้อโรคไข้หวัดเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร
เชื้อหวัดเข้าสู่โพรงจมูกส่วนหน้าโดยติดมากับนิ้วมือเวลาที่แคะจมูก หรือหายใจสูดเอาละอองเสมหะจากการไอหรือจามของคนที่เป็นโรคนี้เข้าไป หลังจากนั้นก็จะถูก cell ที่สามารถพัดโบกให้อนุภาคไวรัสเคลื่อนไปที่บริเวณผนังด้านหลังซึ่งจะมีที่เกาะให้กับไวรัส (receptor) ที่ผนังของ cell เยื่อบุทางเดินหายใจ และจะนำไวรัสเข้าสู่ cellได้ หลังจากที่เข้าสู่ cell แล้วเชื้อไวรัสก็จะเพิ่มปริมาณและทำให้ cell นั้นตายไป จากนั้นก็จะเข้าสู่ cell ข้างเคียงต่อไป ไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูก ระยะเวลาตั้งแต่ที่ได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่โพรงจมูกจนกระทั่งทำให้เกิดอาการของโรค(Incubation period) นี้ใช้เวลาประมาณ 8-12 ชั่วโมง และจะเริ่มแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 10-12ชั่วโมงจากนั้นอาการจะแสดงมากที่สุดเมื่อได้รับเชื้อไปแล้ว 36-72 ชั่วโมง เชื้อหวัดสามารถทำให้เกิดโรคได้ง่ายมากเพราะปริมาณไวรัสเพียงแค่ 1-30 particles ก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดอาการต่างๆของไข้หวัดได้แล้ว

การแพร่กระจายของเชื้อหวัด
กล่าวโดยสรุปเป็นข้อๆได้ดังนี้
  1. ติดต่อทางการหายใจสูดเอาละอองเสมหะหรือน้ำมูกของผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้อยู่แล้ว เนื่องจากพบเชื้อโรคชนิดนี้อยู่เป็นปริมาณในน้ำมูกหรือเสมหะ
  2. ติดต่อโดยการที่มือไปสัมผัสกับสิ่งของเครื่องใช้ที่ใช้ร่วมกับบุคคลอื่น เครื่องใช้ในที่สาธารณะเช่น โดยเฉพาะถ้าสัมผัสกับลูกบิดประตู ราวโหนรถเมล์หรือราวบันได 
  3. ซึ่งหนึ่งในนั้นอาจจะมีคนที่ป่วยเป็นไข้หวัดอยู่แล้ว หลังจากการสัมผัสนั้น เราก็นำเชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยการที่มือมาสัมผัสกับจมูกหรือช่องปากของเราเอง
  4. เชื้อกระจายเข้าสู่ร่างกายโดยที่มือที่ไปสัมผัสเชื้อ มาสัมผัสกับดวงตาของเรา ซึ่งเชื้อจะไหลลงไปกับน้ำตาลงสู่ท่อน้ำตา ที่จะเทลงสู่โพรงจมูกต่อไป ทำให้เชื้อเข้าไปในโพรงจมูกได้

อาการแสดงต่างๆและการดำเนินโรคของไข้หวัด

ผู้ป่วยส่วนมากก็จะมีอาการจาม(sneezing) น้ำมูกไหล(running nose) โพรงจมูกตีบหรือตัน(nasal obstruction) เจ็บคอ(sore throat) ไอ เสียงแหบ(hoarseness) และอาการตามร่างกายทั่วๆไปเช่น ปวดศีรษะ มีไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว(malaise) เป็นต้น
โดยทั่วไปอาการต่างๆเหล่านี้จะเป็นอยู่นานประมาณหนึ่งสัปดาห์ถ้ารายที่เป็นไม่มากก็จะมีอาการเพียงแค่สองสามวัน ในขณะที่กลุ่มที่รุนแรงอาจจะมีอาการนานถึงสองสัปดาห์ได้
อาการแสดงต่างๆเหล่านี้บางครั้งก็คล้ายๆกับไข้หวัดใหญ่หรือที่เราเรียกว่า Influenza แต่ต่างกันที่อาการของไข้หวัดใหญ่จะมีความรุนแรงมากกว่า เช่นมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมากกว่า หรือไออย่างรุนแรงกว่า อย่างไรก็ตามไข้หวัดใหญ่ชนิดที่ไม่รุนแรงก็มีอาการเหมือนไข้หวัดธรรมดามากจนแยกจากกันไม่ออก
โดยทั่วไปผู้ใหญ่คนหนึ่งๆจะเป็นหวัดปีละ 2-3ครั้ง และเด็กปีละ 6-10 ครั้ง จากการศึกษาพบว่าจมูกของเด็กเป็นแหล่งสำคัญของเชื้อหวัด


ผลแทรกซ้อนหรือปัญหาที่เกิดตามมาของไข้หวัด
1. การอักเสบของไซนัสที่เกิดจากการแทรกซ้อนของเชื้อแบคทีเรีย
2. การอักเสบของหูชั้นกลาง
3. หอบหืด
4. สำหรับผู้ที่มีโรคถุงลมในปอดโป่งพอง ไข้หวัดจะทำให้อาการทางปอดเรื้อรังเป็นมากขึ้นอย่างรุนแรง


การป้องกันและการปฏิบัติตัวในระหว่างที่เป็นไข้หวัด

หลักการทั่วไป
เนื่องจากไข้หวัดเป็นโรคที่เกิดกับเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบน ตั้งแต่จมูกลงไปถึงบริเวณคอหอย เชื้อที่ก่อโรคจะมีปริมาณมากอยู่ในน้ำมูกหรือเสมหะของผู้ป่วย ดังนั้นหลักการทั่วๆไปของการป้องกันก็คือ

  1. ลดการสัมผัสกับผู้ป่วยหรอสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย 
  2. ล้างมือบ่อยๆหรือทุกครั้งหลังจากสัมผัสกับผู้ป่วยหรือข้าวของเครื่องใช้ในที่สาธารณะเช่น โดยเฉพาะถ้าสัมผัสกับลูกบิดประตู ราวโหนรถเมล์หรือราวบันได ประโยชน์ของการล้างมือคือ ชะล้างเอาเชื้อโรคที่เกาะอยู่ที่มือออกไป โดยเฉพาะก่อนและหลังการสัมผัสผู้ป่วย แต่พึงระลึกไว้ว่าน้ำยาล้างมือที่มีส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อโรคนั้นไม่สามารถฆ่าเชื้อหวัดได้ เพียงแต่ชะล้างออกไปเท่านั้นเอง
  3. อย่าเอามือสัมผัสหรือถูจมูก หรือขยี้ตา
  4. หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ผู้ป่วยที่กำลังไอหรือจาม

การรักษาไข้หวัด
หลักการที่สำคัญคือการเริ่มให้การรักษาเร็วที่สุด ทันทีที่เริ่มมีอาการ
การรักษาอาการโดยทั่วไป

  1. การดื่มน้ำมากๆ ช่วยทำให้น้ำมูกหรือเสมหะใสขึ้นและทำให้ขับน้ำมูกหรือเสมหะได้ง่ายขึ้น น้ำอุ่นจะทำให้เสมหะที่เกาะอยู่บริเวณคอหอยละลายได้ง่ายกว่าน้ำเย็น แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ได้มีหลักฐานทางการแพทย์ชี้ชัดว่าลงไปว่าอะไรดีกว่ากันระหว่างการดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำเย็น 
  2. พักผ่อนให้เพียงพอและทำให้ร่างกายอบอุ่น แต่ไม่ควรร้อนเกินไป
  3. หลีกเลี่ยงการจามหรือสั่งน้ำมูกอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้น้ำมูกที่มีเชื้อโรคเข้าไปในไซนัสได้โดยง่ายและทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อในไซนัสได้
  4. ทำอากาศให้ชื้นมากขึ้นด้วยเครื่องทำละอองความชื้น (Humidifier) เพราะจะทำให้อากาศไม่แห้งและทำให้เยื่อบุโพรงจมูกชุ่มชื้น น้ำมูกจะใสขึ้นและถูกขับออกมาได้ง่าย
  5. อยู่ในสถานที่ที่มีการถ่ายเทอากาศที่ดี
  6. หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีควันบุหรี่หรือควันไฟมากเพราะจะทำให้เยื่อบุระคายเคืองอีกทั้งทำให้การระบายน้ำมูกหรือเสมหะเป็นไปได้ลำบาก

การรักษาด้วยยา 
  1. ยาต้านฮิสตามิน (antihistamine) เพื่อลดการคัดจมูกและ ลดน้ำมูก
  2. ยาแก้อักเสบ (ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะนะครับ) ในกลุ่ม Non-steroidal anti-inflammatory 
    drugs (NSAID) ช่วยลดอาการทางร่างกายทั่วไปเช่นปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ หรือไข้ รวมทั้งอาจจะช่วยลดอาการไอได้ด้วย
  3. ยาลดบวมในโพรงจมูก และยาแก้ไอ
  4. ยาปฏิชีวนะ จะเริ่มให้เมื่อเริ่มมีการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่นน้ำมูกหรือเสมหะเป็นสีเขียว 

19 เมษายน 2561

ผู้ชม 1288 ครั้ง

Engine by shopup.com